สมาคมนักเรียนเก่าเยอรมัน ในพระบรมราชูปถัมภ์
Verein der ehemaligen Thai Studenten in Deutschland
unter königlicher Schirmherrschaft

สมาคมนักเรียนเก่าเยอรมัน
ในพระบรมราชูปถัมภ์

Verein der ehemaligen Thai Studenten in Deutschland unter königlicher Schirmherrschaft
18/1 ซอยเกอเธ่ (แยกซอยงามดูพลี) ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
โทร. 02-677 6719-20
แฟกซ์ 02-286 1179
อีเมล์ : vtd2510@yahoo.com
German legal theory on political party dissolution

ทฤษฎีกฎหมายเยอรมันเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง

ดร. สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม

1. ความหมายของพรรคการเมือง
พรรคการเมืองหมายถึงกลุ่มบุคคลในสังคมที่มารวมกันโดยสมัครใจและอิสระที่จะสร้างเจตนารมณ์ทางการเมือง และทำกิจกรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่จะต้องการสร้างอิทธิพลทางการเมืองแก่สาธารณชนให้เป็นไปในทิศทางที่เห็นเหมาะสม และต้องการส่งตัวแทนเข้าทำงานในสภา เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการสร้างนโยบาย ซึ่งการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลนี้จักต้องมีลักษณะต่อเนื่อง และมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของกลุ่มอย่างชัดเจน ความเป็นองค์กรที่มีลักษณะต่อเนื่องทำให้มีความแตกต่างออกจากการรวมตัวกันแบบหลวมๆ ในลักษณะกลุ่มเคลื่อนไหวเฉพาะกิจเพื่อเรียกร้องเรื่องบางเรื่อง กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองจึงมีหลักประกันเพื่อให้เกิดความเคร่งครัดในการสร้างวัตถุประสงค์ทางการเมืองให้เป็นจริง เช่น จะมีกฎเกณฑ์เรื่องลักษณะการจัดตั้งองค์กรหรือเรื่องจำนวนสมาชิกที่พอสมควร เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแท้จริง

พรรคการเมืองเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำงานในระบบรัฐสภาหรือการเมืองในระบบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการตั้งพรรคการเมืองเพื่อให้สามารถใช้สิทธิของตนได้ แม้ว่าพรรคการเมืองเป็นองค์กรของเอกชนโดยตรง และไม่ถือว่าเป็นองค์กรของรัฐหรือเป็นองค์กรที่ถืออำนาจรัฐ แต่ในระบบกฎหมายก็มักให้ความสำคัญต่อสถาบันพรรคการเมือง และถือว่าเป็นองค์กรรัฐในทางการเมืองแบบหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะนอกจากพรรคการเมืองจะมีบทบาทในการสร้างอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนแล้ว พรรคการเมืองยังเป็นองค์กรที่ตัดสินใจทางนโยบายให้แก่รัฐด้วย

2. สิทธิและหน้าที่ของพรรคการเมือง
รัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน มาตรา 21 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้กำหนดหลักการสำคัญของพรรคการเมืองไว้ ได้แก่ หลักการมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นสาธารณะ และความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ทั้งนี้ การพิจารณาสถานะของพรรคการเมือง ต้องพิจารณาจากความสัมพันธ์ของพรรคการเมืองกับรัฐ พรรคการเมืองกับพรรคอื่น พรรคการเมืองกับสมาชิกพรรค และพรรคการเมืองกับสาธารณชนด้วย รายละเอียดของหลักการที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองมีดังต่อไปนี้

2.1. หลักเสรีภาพของพรรคการเมือง
หลักเสรีภาพของพรรคการเมือง หมายถึง เสรีภาพในการตั้งพรรค ซึ่งถือเป็นเรื่องเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยตรงที่จะริเริ่ม มิใช่เรื่องของรัฐ นอกเหนือจากเสรีภาพในการตั้งพรรคแล้ว ประชาชนยังมีเสรีภาพในการทำกิจกรรมอื่นๆ ของพรรค ซึ่งหมายถึงการเลือกนโยบายพรรค การจัดองค์กรภายใน การเลือกชื่อพรรค การกำหนดข้อบังคับพรรค การเข้ามีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง เสรีภาพในการเลือกสมาชิกพรรค การจัดการเรื่องรายรับและทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงเสรีภาพที่จะยุบพรรคของตนเอง ด้วย ซึ่งเสรีภาพในที่นี้ มิใช่เสรีภาพขององค์กรพรรคการเมืองเท่านั้น แต่หมายถึงเสรีภาพของปัจเจกชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคที่จะมีสิทธิเข้าหรือออกจากพรรคได้เสมอ ดังนั้น กฎเกณฑ์ของรัฐจักต้องเอื้อให้เกิดเสรีภาพในเรื่องนี้

สำหรับข้อจำกัดเสรีภาพในการจัดตั้งและการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง เช่น การเข้าไปตรวจสอบคุณสมบัติเพื่ออนุญาตให้ขึ้นทะเบียนพรรคการเมือง การเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ อาจเป็นเรื่องที่รัฐอาจกระทำได้ แต่รัฐต้องพึงระมัดระวังมิให้ไปกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนมากเกินไป

2.2. หลักความเสมอภาคในระหว่างพรรคการเมือง
หลักสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือหลักความเสมอภาคในระหว่างพรรคการเมือง โดยเฉพาะการมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน การมีสิทธิในการเลือกตั้งอย่างเท่าเทียม รวมถึงสิทธิในการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือของสาธารณะ เช่น สื่อ หรือพื้นที่สาธารณะในการทำกิจกรรมต่างๆ ทางการเมือง ความคุ้มครองเรื่องความเท่าเทียมนี้ ยังมีผลบังคับทางอ้อม ไปยังภาคเอกชนมิให้ปฏิบัติต่อพรรคการเมืองโดยไม่เท่าเทียมด้วย เช่น การเลือกปฏิบัติต่อพรรคการเมืองหรือการให้พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งผูกขาดในการพิมพ์หรือการใช้สื่อของเอกชน ทั้งนี้ เพราะการเมืองยุคใหม่เป็นเรื่องของประชาธิปไตยแบบมีพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีการแข่งขันกัน

2.3. หลักการมีประชาธิปไตยภายในพรรค
หลักการมีประชาธิปไตยภายในพรรค ทำให้พรรคการเมืองต้องสร้างประชาธิปไตยภายในให้เกิดขึ้น เช่น การมีข้อบังคับภายในของพรรคที่มีหลักการประชาธิปไตยเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ดังนั้น พรรคการเมืองที่ถือหลัก “ฟังคำสั่งผู้นำ” จึงถือเป็นพรรคที่ไม่มีประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเรื่องนี้อาจทำได้เพียงรูปแบบเท่านั้น เพราะในทางปฏิบัติ แม้จะมีข้อบังคับที่ดีแต่พรรคการเมืองก็มักจะมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการสั่งการจากผู้มีอำนาจในพรรค มากกว่าการริเริ่มหรือเรียกร้องจากสมาชิกพรรคด้านล่าง สำหรับหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อย ก็เป็นหลักการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับรองให้นำมาใช้กับระบบภายในของพรรคการเมืองด้วย สำหรับการคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เหมาะสมหรือการควบคุมจริยธรรมของคนในพรรค ก็นับเป็นเรื่องสำคัญของประชาธิปไตยภายในพรรคการเมืองเช่นเดียวกัน

จึงอาจสรุปได้ว่า หลักการมีประชาธิปไตยภายในพรรค หมายถึง การประกันหลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาคและหลักการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค การประกันความเป็นเอกภาพของพรรค และการประกันการเข้าถึงพรรคของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การบังคับให้พรรคการเมืองมีประชาธิปไตยภายในพรรคก็เพื่อให้กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในระดับรัฐสภามีความเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ขั้นพื้นฐานนั่นเอง ในกรณีที่พรรคการเมืองไม่มีประชาธิปไตยภายในพรรคจะถือเป็นเหตุให้สามารถมีคำสั่งห้ามหรือยุบพรรคได้หรือไม่ เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการเยอรมันถกเถียงกัน โดยมีนักวิชาการบางคนเห็นว่าตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญเยอรมันยังตีความไปไม่ถึง

2.4. หลักการทำงานร่วมกับสาธารณชน
หลักการทำงานและสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองร่วมกับสาธารณชน เป็นหลักการสำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะพรรคการเมืองคือส่วนที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐกับสังคมและเป็นผู้ประสานงานระหว่างสภากับประชาชนในเขตเลือกตั้งด้วย ซึ่งหมายความว่าพรรคการเมืองต้องมีการสื่อสารกับสังคม ที่อาจเป็นการสื่อสารทางตรง หรือผ่านทางสื่อเพื่อให้เข้าใจแนวทางและความคิดเห็นของพรรค โดยประชาชนมีสิทธิที่จะใช้ดุลพินิจเห็นสมควรในการเข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคต่างๆ หรือไม่ตามประสงค์

นอกเหนือจากการมีสิทธิต่างๆ แล้ว พรรคการเมืองยังมีหน้าที่ในการเปิดเผยทางบัญชีของพรรค เพราะกระบวนการในการสร้างเจตจำนงค์ทางการเมืองควรจะต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยการได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐ ก็จะช่วยทำให้พรรคการเมืองสามารถพัฒนาตนเองได้ ซึ่งอาจจะเป็นการสนับสนุนทางการเงินทางตรงจากรัฐ เช่น การให้จากสัดส่วนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือการให้สิทธิพิเศษ เช่น การหักภาษีแก่ผู้สนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองโดยการบริจาค ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องรายได้และการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองถือเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐอาจกำหนดเงื่อนไขควบคุมบางประการได้ เช่น เรื่องกระบวนการแจ้งข้อมูล หรือการออกข้อจำกัดการรับบริจาคจากผู้บริจาคบางประเภท เพราะผู้บริจาคแต่ประเภทอาจมีความมุ่งหมายในการบริจาคที่แตกต่างกันไปและอาจมุ่งประสงค์ต่อการจัดทำนโยบายของรัฐได้

3. กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง
นอกเหนือจากบทบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญเยอรมัน แล้ว กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง ยังมีทั้งในส่วนของกฎหมายแพ่งทั่วไป เนื่องจากพรรคการเมืองคือการรวมตัวกันของบุคคลแบบหนึ่ง จึงอยู่ภายใต้บังคับของตามประมวลกฎหมายแพ่งทั่วไปเช่นเดียวกับการรวมตัวของบุคคลในลักษณะอื่นๆ จึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์พื้นฐานเข้าเงื่อนไขจึงจะมีความสามารถตามกฎหมาย และอาจถูกตรวจสอบได้ นอกจากนี้ กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง ยังมีในส่วนกฎหมายมหาชนด้วย ได้แก่ กฎหมายพรรคการเมือง ค.ศ. 1967 ซึ่งกำหนดเนื้อหาสาระที่สำคัญตั้งแต่เรื่องการตั้งพรรค อำนาจหน้าที่ของพรรค ชื่อพรรค หลักความเสมอภาคในพรรค กฎเกณฑ์ภายในของพรรค การเงินของพรรค การชำระบัญชีและการยุบพรรค

นอกเหนือจากกฎหมายข้างต้น ยังมีกฎหมายมหาชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้งที่กำหนดเรื่องผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง หรือกฎหมายภาษีรายได้ ที่กำหนดเรื่องการแจ้งรายรับของพรรค โดยเฉพาะเรื่องการรับบริจาค และกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดี ศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดเรื่องการยุบพรรค และเรื่องการพิจารณาความสามารถของพรรคการเมือง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ในกฎหมายของสหภาพยุโรปก็ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพรรคการเมืองด้วย เนื่องจากสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับสถาบันพรรคการเมืองมาก เพราะถือว่าเป็นหน่วยที่สร้างเจตจำนงค์ของสมาชิกของสหภาพ รวมทั้งกฎเกณฑ์ในเรื่องการเงินของพรรคก็เป็นเรื่องที่ต้องควบคุมกันอย่างเคร่งครัดเช่นกัน

4. การยุบพรรคการเมือง
การห้ามพรรคการเมือง หรือการยุบพรรค ถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนมากในประวัติศาสตร์ความเป็นมาในอดีต และมีการถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งฝ่ายที่สนับสนุนเรื่องนี้เห็นว่ามาตรการยุบพรรคเป็นเครื่องมือในการรักษาประชาธิปไตยไว้ ดังที่นักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า “เมื่อพวกหัวรุนแรงจัดมาในคราบพรรคการเมือง ก็จะสร้างความท้าทายต่อหัวใจของระบบเลยทีเดียว” รัฐธรรมนูญเยอรมันให้ความสำคัญกับเรื่องพรรคการเมืองมาก โดยมีบทบัญญัติในมาตรา 21 ให้สิทธิพิเศษแก่พรรคการเมืองไว้ กล่าวคือ จะถือว่าพรรคการเมืองใดขัดต่อรัฐธรรมนูญและยุบพรรคได้ก็ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์หรือผู้ที่มีความศรัทธาต่อพรรคกระทำการขัดหรือทำลายหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน หรือเป็นภัยต่อการมีอยู่ของประเทศเท่านั้น

การมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ วัตถุประสงค์อาจแสดงออกโดยการประกาศนโยบาย การกำหนดแผนการ การปราศรัยของผู้นำพรรค การทำให้ปรากฏในการฝึกอบรมหรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของพรรค หรือการพิมพ์ข้อความในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ในส่วนของกิจกรรมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น หมายความรวมถึงการงดเว้นด้วยการกระทำด้วย สำหรับเรื่องการกระทำของบุคคล กฎหมายรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ผู้เกี่ยวข้องผูกพัน” ที่สื่อความหมายถึงผู้ที่ศรัทธาในอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรค ซึ่งมีความหมายกว้างกว่า “สมาชิกพรรค” ที่จะเป็นผลให้พรรคอาจต้องรับผิดและถูกยุบเพราะกิจกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากกระทำการไปตามวัตถุประสงค์ของพรรคหรือในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ความรับผิดในที่นี้ หมายความรวมถึงกรณีที่ผู้มีสิทธิทำการแทนพรรค กระทำการในนามพรรคในสิ่งที่ “เป็นศัตรูกับความเป็นประชาธิปไตย” รวมทั้งกรณีที่พรรคการเมืองไม่หลีกเลี่ยงการกระทำของบุคคลเหล่านั้นด้วย

หากจะกล่าวโดยละเอียด การกระทำของ “ผู้เกี่ยวข้องผูกพันกับพรรค” ที่จะทำให้พรรคต้องถูกยุบพรรค หมายถึงกรณีที่พรรคมีส่วนร่วมรู้เห็นและมีบทบาทที่จะทำให้เกิดการกระทำนั้น ซึ่งได้แก่ การกระทำของพรรค โดยเฉพาะการกระทำจากส่วนที่มีอำนาจหน้าที่บริหารพรรค หน่วยงานการพิมพ์ หรือทำหนังสือของพรรค รวมทั้งสาขาย่อยของพรรค สำหรับการกระทำของบุคคลที่นอกลู่นอกทางเพียงบางคนไม่เพียงพอให้พรรคต้องร่วมรับผิด

สำหรับคำว่า “หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสรี” ที่ได้รับการคุ้มครองนี้ หมายถึง การกำหนดให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน การเคารพการกำหนดเจตจำนงค์ของรัฐโดยประชาชนที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ การคุ้มครองหลักประกันเสรีภาพและความเสมอภาค การประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในลักษณะต่างๆ การยึดมั่นในหลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมาย และหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา นอกจากนี้ “หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสรี” ยังหมายความรวมถึง หลักประกันในการมีพรรคการเมืองหลายพรรค หลักความเสมอภาคระหว่างพรรคการเมือง และหลักการเคารพสิทธิของพรรคฝ่ายค้าน

หลักประกันในการมีพรรคการเมืองหลายพรรค ถือเป็นหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อเป็นทางเลือกที่แท้จริงแก่ประชาชน หากหลักการนี้จะถูกกระทบ รัฐอาจต้องใช้มาตรการบางประการเข้าดูแล เช่น การห้ามพรรคการเมืองยุบพรรคตนเอง หากการยุบพรรคจะทำให้เหลืออยู่พรรคเดียว หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินให้พรรคการเมืองต่างๆ สามารถดำรงอยู่ได้

5. ขั้นตอนในการยุบพรรคการเมือง
ขั้นตอนการยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ยากกว่าการยุบสมาคมทั่วๆ ไปตามกฎหมายว่าด้วยสมาคม ที่หากเข้าเงื่อนไข ก็ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของมลรัฐหรือสหพันธรัฐที่จะสั่งได้เลย ตามข้อยกเว้นในเรื่องเสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสมาคมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 9 วรรคสอง แต่การยุบพรรคการเมืองทำได้ยากกว่าเพราะต้องยื่นคำร้องจากรัฐบาล สภาผู้แทน หรือวุฒิสภา รวมทั้งในบางกรณีเป็นอำนาจของรัฐบาลมลรัฐ เท่านั้น โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดแต่เพียงองค์กรเดียว ซึ่งมติขององค์คณะของผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญจะต้องได้สองในสาม จึงจะสามารถยุบพรรคได้ ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 21 วรรคสอง และกฎหมายว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ

6. ผลของการยุบพรรค
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐตัดสินว่าพรรคใดไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผลคือพรรคการเมืองจะถูกสั่งห้าม และพรรคจะต้องถูกยุบหรือยุบตัวเองไปโดยปริยาย ซึ่งหมายความว่าพรรคจะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อีก

ผลของการมีคำสั่งห้ามพรรคการเมืองจะมีไปถึงการถูกคัดชื่อออกจากทะเบียนพรรคการเมือง การเสียสิทธิของสมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนในส่วนที่เกี่ยวกับสถานะการเป็นสมาชิกพรรค การเสียสิทธิของผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ การห้ามตั้งองค์กรอื่นมาแทนที่พรรคที่ถูกยุบ รวมถึงการยึดทรัพย์สินของพรรคเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สาธารณะด้วย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป

มาตรการในการยุบพรรคจึงมิใช่แค่เรื่องการยุบพรรคตามกฎหมาย หากแต่ต้องมีการบังคับการในทางข้อเท็จจริงให้เกิดผลการห้ามดำเนินกิจกรรมของพรรคอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงด้วย

7. ความรับผิดในทางอาญา
นอกเหนือจากการถูกลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองข้างต้นแล้ว พรรคการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดทางอาญาด้วย หากกระทำให้เกิดความเสียหาย เรื่องนี้จำเป็นต้องมีความคุ้มครองทางอาญาเข้ามา เพราะถือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งความผิดอาญาปรากฏตามกฎหมายต่างๆ เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 และมาตรา 85 ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 33 หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสมาคม มาตรา 8 เป็นต้น

8. ประวัติการยุบพรรคในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ในอดีต ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีการยุบพรรคการเมืองไปไม่กี่ครั้ง กล่าวคือ ในยุคสาธารณรัฐที่ 1 พรรคของฮิตเลอร์ เคยถูกศาลสูง และศาลระดับมลรัฐออกคำสั่งห้าม ยกเว้นศาลในมลรัฐบาวาเรีย ที่ไม่ยอมแตะต้องพรรคของฮิตเลอร์

ต่อมาในยุคใหม่ที่มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญตามระบบใหม่เพิ่งเคยยุบพรรคไปเพียง 2 พรรค คือ พรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตั้งสืบเนื่องจากพรรคนาซี โดยเรียกตนเองว่าเป็นพรรคสืบนโยบายพรรคนาซี ที่มีลักษณะเผด็จการ ต่อต้านระบบรัฐสภา และความคิดเรื่องเชื้อชาตินิยมรุนแรง ในปีค.ศ. 1952 และพรรคคอมมิวนิสต์ ในปีค.ศ. 1956

ในปี ค.ศ. 2001 ได้มีการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ยุบพรรคชาติประชาธิปไตย (Nationaldemokratischen Partei Deutschlands-NPD) ซึ่งเป็นพรรคอุดมการณ์ขวาจัดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นพวกนาซีใหม่ โดยพรรคมีกิจกรรมที่เป็นภัยหลายประการ เช่น การวางระเบิดกลุ่มคนยิวที่อพยพมาจากรัสเซีย ซึ่งทั้งรัฐบาล สภาผู้แทน หรือวุฒิสภาต่างยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค แต่มีการออกเสียงข้างน้อยของผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญสามคนจากสิบคนขององค์คณะที่ 2 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เสียงไม่ถึงสองในสามตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ในปัญหาเรื่องกระบวนการผิดพลาด เกี่ยวกับเรื่องที่สายสืบของหน่วยคุ้มครองรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับพรรคนั้น เป็นผลให้คดีถูกแขวนไปในปีค.ศ. 2003 ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพรรค จนถึงปัจจุบัน ยังมีความพยายามยื่นคำร้องใหม่ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ยุบพรรคดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อพรรค NPD ได้รับเลือกตั้งในระดับมลรัฐในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในปี ค.ศ. 2007 ก็มีการตั้งกลุ่ม “No-NPD” ในภาคประชาสังคมเพื่อเรียกร้องให้มีการยุบพรรคอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินการของพรรคการเมืองยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายทั่วไปเช่นเดียวกับการรวมตัวของสมาคมต่างๆ ซึ่งอำนาจควบคุมดูแลเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงอาจมีบางกรณีที่พรรคการเมืองบางพรรคกระทำผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และอาจถูกห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยการมีคำร้องขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งยุบพรรค เช่น พรรคชาตินิยมขวาจัด ในปีค.ศ. 1992 พรรคแรงงานของกลุ่มชาวเคิร์ด ในปีค.ศ. 1993 และพรรคแรงงานอิสระ ในปี ค.ศ. 1995

9. ประเด็นพิจารณาเรื่องการยุบพรรค
9.1. การยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคถือเป็นหน้าที่หรือเป็นดุลพินิจ?
เรื่องนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงมีครบถ้วน ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามกฎหมายจักต้องยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการตามหลักการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องดุลพินิจที่ผู้ยื่นคำร้องจะพิจารณาตามความเหมาะสม ความเห็นในทางวิชาการเองส่วนใหญ่จึงเห็นกันว่า ในกรณีที่พรรคการเมืองดำเนินการขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่น่าจะใช้ดุลพินิจเสนอให้ยุบพรรคหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พรรคการเมืองดำเนินการเป็นศัตรูกับรัฐธรรมนูญ มีผู้เห็นว่าเป็นเรื่องที่จักต้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคเท่านั้น

9.2. ศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีคำสั่งยุบพรรคหรือไม่?
ประเด็นที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีคำสั่งยุบพรรคหรือไม่ มีผู้เห็นว่าการห้ามหรือการยุบพรรคการเมืองควรเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะหากยุบพรรค NPD โดยอ้างเรื่องขวาจัด ก็อาจจะต้องยุบพรรค PDS ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงด้วย แต่หากไม่ยุบพรรคก็อาจจะถูกข้อกล่าวหาว่าหลักนิติรัฐได้ช่วยทำให้เกิดระบบฟัสชิสต์ขึ้นมาอีก โดยเฉพาะพรรค NPD ที่ประกาศอุดมการณ์พรรคในที่ต่างๆ และการใช้กำลังความรุนแรง ซึ่งขัดกับหลักการขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ในที่สุดแล้วศาลจำเป็นที่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่แม้จะเป็นกลุ่มขวาจัดก็ยังได้รับความคุ้มครองบางเรื่อง กับการคุ้มครองหลักการขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วว่าศาลสามารถใช้ดุลยพินิจยุบหรือไม่ยุบพรรคได้ เพราะตามหลักอภิสิทธิ์ของพรรคการเมือง เป็นเรื่องที่พรรคได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ จึงอาจจะถูกยุบหรือไม่ก็ได้ ตามความเหมาะสม เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายการทำงานของผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมากที่จะต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบเพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถหยุดยั้งพรรคการเมืองที่กระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญและ ข่มเหงระบอบประชาธิปไตยมิให้สามารถลอยนวลทำงานอยู่ต่อไป ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันมิให้พรรคการเมืองที่ดีต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญไปโดยไม่สมควร

9.3. การยุบพรรคเป็นเรื่องของประชาธิปไตย เป็นวิธีที่เหมาะสม และเป็นวิธีการที่ฉลาดหรือไม่?
ประเด็นนี้ ความเห็นของนักวิชาการแบ่งออกเป็นสองทาง โดยเฉพาะในปัญหาเกี่ยวกับพรรคหัวรุนแรง กระทำการขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องคลั่งชาติและแบ่งแยก เชื้อชาติที่เป็นปัญหาใหญ่ของยุโรปในขณะนี้นั้น มีผู้เห็นว่ามาตรการยุบพรรคยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดยั้งพรรคที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย รัฐจึงยังจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยไว้ และต้องป้องปรามมิให้เป็นตัวอย่างแก่รายอื่นๆ อีก

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของนักวิชาการอีกฝ่ายหนึ่งจะมองว่า การยุบพรรคเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการกระทบสิทธิของบุคคลในทางการเมืองอย่างรุนแรง รัฐจึงน่าจะหลีกเลี่ยง แต่อาจจะไปดำเนินการอื่นๆ เช่น การสร้างจิตสำนึกและปล่อยให้ประชาชนได้พัฒนาพรรคการเมืองของตนไป จนทำให้ประชาชนได้เห็นเองว่าพรรคการเมืองที่ไม่ดี ย่อมไม่สมควรสนับสนุน และในที่สุด พรรคการเมืองที่ไม่ดีก็จะจบสิ้นอนาคตด้วยผลแห่งการกระทำไม่ดีของพรรคดังที่ได้เห็นกันอยู่มากมายในหลายประเทศ การใช้มาตรการยุบพรรคเพียงประการเดียวไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมได้โดยตรง

Posted by Adler on 07/30 at 06:34 PM
(2) CommentsPermalink

Name:

Email:

Location:

URL:

Smileys

Remember my info

Notify me of follow-up comments?

Submit the word you see below: