สมาคมนักเรียนเก่าเยอรมัน ในพระบรมราชูปถัมภ์
Verein der ehemaligen Thai Studenten in Deutschland
unter königlicher Schirmherrschaft

สมาคมนักเรียนเก่าเยอรมัน
ในพระบรมราชูปถัมภ์

Verein der ehemaligen Thai Studenten in Deutschland unter königlicher Schirmherrschaft
18/1 ซอยเกอเธ่ (แยกซอยงามดูพลี) ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120
โทร. 02-677 6719-20
แฟกซ์ 02-286 1179
อีเมล์ : vtd2510@yahoo.com
Transforming German people to German citizens

การสร้างพลเมืองนักประชาธิปไตยในประเทศเยอรมัน: ประสบการณ์ที่น่าเรียนรู้

จิรวดี ขาวอ่อน
มูลนิธิฟรีดริชเนามัน

ระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะของประเทศใดก็ตามไม่สามารถคงอยู่อย่างเข้มแข็งได้ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นไม่มีความรู้ความเข้าใจในแก่นแท้ของประชาธิปไตย และที่ร้ายไปกว่าการไม่มีความรู้ความเข้าใจก็คือก็คือการปฏิเสธหลักการพื้นฐานของแนวคิดประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักถ่วงดุลอำนาจ และหลักการตรวจสอบ

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองในบ้านเราทั้งในอดีตและปัจจุบันก็คือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย (ในที่นี้รวมถึงนักการเมือง ทหาร และข้าราชการด้วย) ผู้เขียนมองว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปรับแนวทางการเรียนรู้ทางด้านประชาธิปไตยเสียใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีการเมืองและนักการเมืองที่มีคุณภาพ ที่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ผู้เขียนเห็นว่าประสบการณ์ของชาวเยอรมันในการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีประเด็นน่าสนใจ จึงอยากจะนำประสบการณ์ของชาวเยอรมันมานำเสนอเพื่อการเรียนรู้และพิจารณา

ประเทศเยอรมันเคยเป็นประเทศที่สังคมโลกรังเกียจ เนื่องจากเคยมีผู้นำเผด็จการ Adolf Hitler ที่นำโลกเข้าสู่หายนะในสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอย่างเป็นระบบ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจโดยถูกต้องตามกติกาในระบอบประชาธิปไตย นั่นคือจากการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยของประเทศเยอรมันในช่วงก่อนที่ฮิตเลอร์จะขึ้นมามีอำนาจนั้นอ่อนแอมาก รัฐบาลใน ระบอบประชาธิปไตยในขณะนั้นไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนเท่าใดนัก หนำซ้ำยังถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศเป็นผู้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว ชาวเยอรมันในตอนนั้นยังเชื่อว่าในการปกครองจะต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งและเด็ดขาด เช่นเดียวกับจักรพรรดิที่เยอรมันเคยมีมาตลอดจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 ประเทศเยอรมันต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลที่มีอยู่แต่ต้น บวกกับความเชื่อมั่นอันน้อยนิดในระบอบประชาธิปไตยทำให้ชาวเยอรมันเรียกร้องต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง ประเทศเยอรมันในช่วงก่อนที่ฮิตเลอร์จะขึ้นมามีอำนาจจึงเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีประชาชนที่ยังไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง (Democracy without democrat)

ในปีค.ศ 1932 ฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรี (Kanzler) เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ฮิตเลอร์ก็ไม่รอช้าที่จะปราบปรามคู่ต่อสู้ทางการเมืองของตนด้วยวิธีรุนแรง รวมทั้งการออกกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง (Ermächtigungsgesetz) ซึ่งทำให้ฮิตเลอร์สามารถออกกฏหมายได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา การแบ่งแยกอำนาจระหว่างอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารถูกยกเลิก พรรคการเมืองอื่นๆถูกรัฐบาลนาซีกดดันให้ยุบ กล่าวโดยสรุปคือ ฮิตเลอร์ใช้กระบวนการประชาธิปไตยเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศเยอรมัน

หลังจากที่ประเทศเยอรมันแพ้สงคราม เรื่องราวความโหดร้ายของรัฐบาลนาซีที่กระทำต่อประชาชนของตนเองและของประเทศอื่นๆได้ถูกเปิดเผยต่อประชาคมโลก ความโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถโหดร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันได้ถึงเพียงนี้ทำให้ประเทศผู้ชนะสงครามเห็นตรงกันว่าคนเยอรมันต้องได้รับการอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยเสียใหม่เพื่อไม่ให้ลัทธินาซีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ในช่วงแรกๆภายหลังสงคราม ประเทศผู้ชนะสงครามโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาจึงมีบทบาทอย่างสำคัญในการผลักดันให้ประเทศเยอรมันพัฒนาระบบการเรียนรู้ประชาธิปไตยเสียใหม่โดยนำระบบการศึกษาของตัวเองมาใช้ในประเทศเยอรมัน อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนั้นไม่นานสหรัฐอเมริกาก็ยินยอมที่จะให้อิสระกับเยอรมันในการจัดระบบการศึกษาของตัวเองมากขึ้น และชาวเยอรมันก็สามารถพัฒนาระบบการเรียนรู้ทางด้านการเมืองของตนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนได้รับการยอมรับและความเชื่อถือจากนานาประเทศ แรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้ประเทศเยอรมันให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางด้านการเมืองเป็นอย่างมากก็คือ ความเจ็บปวดจากสงครามโลกครั้งที่สองที่ยังคงอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของชาวเยอรมันจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้สิ่งเลวร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำสอง และความต้องการที่จะพัฒนาระบอบและสังคมประชาธิปไตยของตนให้มีภูมิต้านทานที่เข้มแข็งเพื่อไม่ให้ถูกทำลายได้โดยง่ายอย่างที่ผ่านมา ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งจนถึงปัจจุบันผ่านระบบการศึกษาและการเรียนรู้ทางการเมือง (Politische Bildung – Civic education) ที่ไม่เคยปฎิเสธประวัติศาสตร์ของตนเอง ในทางตรงกันข้ามกลับนำมันมาเรียนรู้ในทุกแง่ทุกมุมเพื่อพัฒนาตนเอง

ระบบการเรียนรู้ทางด้านการเมืองมีอยู่ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทุกคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มิใช่เพียงสำหรับนักการเมือง หรือ ข้าราชการเท่านั้น องค์กรที่มีหน้าที่การให้ความรู้แก่ประชาชนมีทั้งหน่วยงานภาคของรัฐและภาคเอกชน องค์กรที่มีบทบาทในการให้ความรู้ทางด้านประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุดในประเทศเยอรมันคือศูนย์การเรียนรู้ทางการเมืองระดับสาธารณรัฐ (Federal Agency for Civic Education) และศูนย์การเรียนรู้ทางการเมืองระดับมลรัฐ (State Agency for Civic Education) ศูนย์การเรียนรู้ทางการเมืองได้งบประมาณหลักจากภาษีของประชาชนและจากรายได้จากการจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆที่ศูนย์ฯ ผลิตออกมาจำหน่าย ซึ่งมักจะมีในราคาถูกมาก ศูนย์การเรียนรู้ทางการเมืองระดับสาธารณรัฐและศูนย์การเรียนรู้ทางการเมืองระดับมลรัฐทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งองค์กรของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ

ศูนย์การเรียนรู้ทางการเมืองระดับสาธารณรัฐ (Federal Agency for Civic Education) ตั้งขึ้นและอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย (Ministry of Interior) โดยมีภารกิจสำคัญคือการสร้างความพร้อมให้กับประชาชนทุกคนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะ
• สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชน นั่นคือให้ประชาชนรู้สิทธิและหน้าที่ทางการเมืองของตน สนใจ ติดตามและรู้จักตั้งคำถาม
• เสริมสร้างวุฒิภาวะทางการเมืองให้กับประชาชน ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยและวิธีการการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้โดยสันติ

การเรียนรู้ทางด้านการเมืองที่ประเทศเยอรมันจะมีเนื้อหาที่กว้างกว่าการเรียน (ท่องจำ) เรื่องอำนาจ หน้าที่ และที่มาขององค์กรทางการเมืองต่างๆ

ประเด็นที่คนเยอรมันให้ความสำคัญในกระบวนการการเรียนรู้ประชาธิปไตยเป็นอย่างมากคือ
1. เนื้อหา (content) จะสอนอะไร
2. กระบวนการการเรียนรู้ (method) จะสอนอย่างไร

ในประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge base society) จึงมีการศึกษาและค้นคว้าในประเด็นทั้งสองนี้คือ “สอนอะไร” และ “สอนอย่างไร” อย่างละเอียด โดยนำเอาองค์ความรู้จากสาขาวิชารัฐศาสตร์และศึกษาศาสตร์มาใช้ แล้วสร้างเป็นสาขาวิชาการเฉพาะด้านการเรียนรู้ทางการเมืองที่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอย่างเป็นกิจจะลักษณะโดยเปิดสอนในคณะรัฐศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งครูเยอรมันที่สอนวิชาสังคมศาสตร์ในโรงเรียนต้องเคยเรียนวิชาการเรียนรู้ประชาธิปไตยนี้มาก่อน

เนื้อหาของการเรียนรู้ประชาธิปไตยของประเทศเยอรมันจะตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ว่า ประชาธิปไตย มิได้หมายถึง ระบอบการปกครองเท่านั้น แต่หมายถึงแนวทางการดำเนินชีวิต และแนวทางของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม จากแนวความคิดดังกล่าวทำให้การเรียนรู้ประชาธิปไตยมิได้หมายความเพียงแค่การเรียนรู้ อำนาจ หน้าที่และที่มาขององค์กรทางการเมืองต่างๆเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้หลักการที่สำคัญๆ ในการเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย เช่น
• รู้สิทธิ และ หน้าที่ ของตน ในระบอบประชาธิปไตย
• การรู้จักยอมรับและเคารพความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ความคิด ความเชื่อของผู้อื่น
• การรู้จัก ประเมินสถานการณ์ รู้จักตั้งคำถาม หรือ คัดค้านอย่างมีเหตุผล
• การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ
• การรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น
• การมีส่วนร่วมทางการเมือง
• การรู้จักที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และ ความเป็นธรรมในสังคม

เนื้อหาสาระและหลักการดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดสู่ผู้เรียนผ่านกระบวนการการเรียนรู้ที่ยึดหลักว่า
• ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้
• ผู้สอนจะต้องไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงในเนื้อหา ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้วิเคราะห์ปัญหา และตัดสินด้วยตัวเอง
• นำตัวอย่างจากชีวิตจริงมาใช้ ไม่ควรสอนแต่ทฤษฎี
• นำปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมาเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ
• นักเรียนต้องได้เรียนรู้จากการปัฏิบัติเอง มากกว่า การเรียนแบบนักเรียนเป็นผู้รับอย่างเดียว
• เนื้อหาที่เรียนต้องถูกต้องทางวิชาการโดยผ่านการวิเคราะห์มาแล้วในหลายๆแง่มุม

โดยใช้วิธีการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วม เช่น การโต้วาที การอภิปราย บทบาทสมมติ เล่นละคร ทำรายงานกลุ่ม และจัดทำนิทรรศการร่วมกัน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นๆในประเทศเยอรมันที่ให้ความรู้ทางด้านประชาธิปไตยแก่ประชาชนเช่นสถาบันการศึกษาทุกระดับตั้งแต่โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย ศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ สหภาพแรงงาน มูลนิธิของพรรคการเมือง เช่น มูลนิธิฟรีดริชเนามัน กลุ่มเยาวชนและองค์กรอิสระต่างๆ

Posted by Admin on 08/07 at 11:11 AM
(1) CommentsPermalink

Name:

Email:

Location:

URL:

Smileys

Remember my info

Notify me of follow-up comments?

Submit the word you see below: